นาย Bill O’Leary ประธานและซีอีโอบริษัทรัฐวิสาหกิจการรถไฟแห่งรัฐอะแลสกาได้ให้ข้อมูลแก่คณะกรรมาธิการวุฒิสภาด้านทรัพยากรธรรมชาติสหรัฐฯ ว่าจะยังไม่ทุ่มงบประมาณให้กับโครงการก่อสร้างท่อส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จนกว่าผู้พัฒนาโครงการหลักจะตัดสินใจลงทุนอย่างเป็นทางการก่อน โดยระบุว่าอาจต้องใช้เงินลงทุนราว 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และจะยังไม่ดำเนินการใด ๆ จนกว่าจะมีการยืนยันความชัดเจนในการยืนยันการลงทุนขั้นสุดท้าย
โดยสมาชิกคณะกรรมาธิการวุฒิสภาบางส่วนเห็นด้วยกับท่าทีดังกล่าว พร้อมชี้ว่า การลงทุนขนาดใหญ่นั้นควรต้องผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการก่อน อีกทั้งได้แสดงความห่วงกังวลเกี่ยวกับการที่ผู้พัฒนาโครงการอาจให้ข้อมูลไม่เพียงพอ ในขณะที่บริษัทที่ปรึกษาด้านพลังงาน GaffneyCline ซึ่งรัฐฯ ได้ว่าจ้างได้ให้ความเห็นว่าโครงการดังกล่าวจำเป็นต้องมีกฎหมายสนับสนุนที่เหมาะสม รวมถึงแบบจำลองทางเศรษฐกิจเพื่อนำมาใช้ประกอบก่อนการตัดสินใจขั้นสุดท้ายเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด โดยหนึ่งในวุฒิสมาชิกระบุว่า ควรเร่งให้มีการตัดสินใจขั้นสุดท้ายภายในช่วงเดือนมีนาคมนี้ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญที่กำหนดว่าโครงการดังกล่าวจะเดินหน้าต่อได้หรือไม่
นอกจากนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติของรัฐอะแลสกาอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมของรัฐจะสามารถรองรับโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ได้หรือไม่ เนื่องจากก่อนหน้านี้มีรายงานว่า การซ่อมแซมถนนที่ใช้เป็นเส้นทางหลักเพื่อขนส่งวัสดุก่อสร้างนั้นอาจต้องใช้เวลาถึง 6 ปี และใช้งบประมาณสูงถึง 1 พันล้านดอลลาร์ ในการฟื้นฟูสภาพถนนให้สามารถกลับมาใช้งานได้ตามปกติด้วย
ทั้งนี้ การให้ข้อมูลต่อคณะกรรมาธิการฯ ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่ผู้ว่าการรัฐอะแลสกา นาย Mike Dunleavy ได้ประกาศว่าบริษัท Glenfarne ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการหลัก ได้เดินหน้าโครงการระยะที่หนึ่ง และได้ลงนามในข้อตกลงซื้อขายก๊าซธรรมชาติกับบริษัท Hilcorp และ ExxonMobil แล้ว โดยตั้งเป้าเริ่มก่อสร้างภายในสิ้นปีนี้ และยืนยันว่าระบบรางที่มีอยู่สามารถรองรับการขนส่งท่อเหล็กและวัสดุก่อสร้างได้โดยไม่จำเป็นต้องปรับปรุงเส้นทางหลัก เนื่องจากระบบรางที่มีอยู่นั้นมีประสิทธิภาพในการรองรับสินค้าที่มีปริมาณและน้ำหนักมาก อีกทั้งเคยมีการใช้เส้นทางดังกล่าวในระหว่างการก่อสร้าง Trans-Alaska Pipeline มาแล้ว
แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: