ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นจากกลุ่มธุรกิจ Data Center เป็นปัจจัยสำคัญที่สนับสนุนแนวโน้มการเติบโตของการไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) โดยปัจจุบัน TNB สามารถบรรลุข้อตกลงการจ่ายกระแสไฟฟ้าให้กับโครงการ Data Center ได้ถึง 59 โครงการ กำลังการผลิตรวม 8.3 กิกะวัตต์แล้ว
บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี ระบุในรายงานภายหลังการร่วมประชุมกับผู้บริหารระดับสูงของ TNB ว่า จากจำนวนโครงการทั้งหมดดังกล่าว มีโครงการที่ดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว 36 โครงการ คิดเป็นกำลังการผลิตสูงสุดอยู่ที่ 4.5 กิกะวัตต์ โครงการ Data Center ทั้งหมดอยู่ภายใต้ข้อตกลงแบบ ‘ไม่ซื้อก็ต้องจ่าย’ (Take-or-pay) ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินงาน ซึ่งช่วยให้ TNB สามารถเรียกคืนค่าใช้จ่ายจากการลงทุนทั้งหมดกลับคืนมาได้ โดยฝ่ายบริหารระบุว่า ยอดการติดต่อสอบถามเกี่ยวกับ Data Center ยังคงหนาแน่น ในขณะที่บริษัทยังรักษาเป้าหมายในการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ 1 กิกะวัตต์ต่อปี
ทั้งนี้ TNB เปิดเผยว่า โครงการประมาณ 72% มาจากสหรัฐอเมริกาและสิงคโปร์ ขณะที่ 68% ของกำลังการผลิตที่ทำข้อตกลงแล้วนั้นตั้งอยู่ในรัฐยะโฮร์ ซึ่งตอกย้ำถึงฐานะของยะโฮร์ในการเป็นศูนย์กลาง Data Center ที่สำคัญของมาเลเซีย โดยรายได้จากลูกค้ากลุ่ม Data Center ที่ทยอยเข้ามาอย่างต่อเนื่อง การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้า และโอกาสในการคว้าสิทธิ์สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติแห่งใหม่ภายใต้โครงการโรงไฟฟ้ากังหันก๊าซพลังความร้อนร่วม NewGen26 ของรัฐบาล จะช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนของ TNB ที่แนวโน้มจะเพิ่มสูงขึ้นในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้
จากข้อมูลของบริษัทหลักทรัพย์ TNB ได้ยื่นซองประมูลสำหรับโครงการ NewGen26 ไปแล้ว ซึ่งได้ปิดรับการยื่นประมูลไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา โดยเมื่อพิจารณาจากความต้องการของรัฐบาลในการเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ 6 กิกะวัตต์ ภายในปี 2030 แล้ว เชื่อว่า TNB เป็นตัวเต็งอันดับหนึ่งในการประมูลโครงการ NewGen26 และหาก TNB ชนะการประมูลเพิ่มอีก 1.4 กิกะวัตต์ หุ้นของ TNB ยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีกราว 5% อีกด้วย
นอกจากนี้ TNB ยังได้จัดหาเครื่องกังหันก๊าซไว้แล้ว 6 เครื่อง ซึ่งรวมถึง 2 เครื่องที่สำรองไว้สำหรับโรงไฟฟ้าปากา ขนาด 1.4 กิกะวัตต์ ที่บริษัทชนะการประมูลในโครงการ NewGen25 ก่อนหน้านี้ โดยตามแผนผลิตไฟฟ้า TNB ตั้งเป้าที่จะเพิ่มกำลังการผลิตใหม่ 11.8 กิกะวัตต์ ภายในปี 2033 ซึ่งจะช่วยชดเชยกำลังการผลิตเดิมจำนวน 6.6 กิกะวัตต์ที่มีกำหนดจะปลดระวาง ทั้งนี้ ฝ่ายบริหารของ TNB เชื่อว่ากำลังการผลิตส่วนเกิน 5.2 กิกะวัตต์นี้ จะเพียงพอสำหรับการรักษาระดับกำลังผลิตสำรองให้อยู่ในเกณฑ์ที่ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากกลุ่ม Data Center
บริษัทหลักทรัพย์ อาร์เอชบี แนะนำให้ซื้อหุ้นของ TNB โดยมองว่า TNB จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานแห่งชาติ (NETR) ของมาเลเซีย ในขณะเดียวกัน บริษัทหลักทรัพย์ ซีไอเอ็มบี ระบุว่ากลุ่มธุรกิจสาธารณูปโภคจะแข็งแกร่งยิ่งขึ้นในช่วงครึ่งหลังของปีงบประมาณ 2026 โดยได้รับแรงหนุนจาก 4 ปัจจัยเร่งสำคัญ ได้แก่ 1) การประกาศผลการประมูลโครงการ NewGen26 2) การเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการต่างๆ ภายใต้ NETR อย่างต่อเนื่อง 3) ความต้องการใช้ไฟฟ้าที่หลั่งไหลเข้ามาอย่างไม่ขาดสายจากกระแส Data Center และ 4) การเร่งค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภายใต้กรอบการกำกับดูแลระยะที่ 4 ของรัฐบาล
ทั้งนี้ มีการคาดการณ์ว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าของมาเลเซียจะเติบโตขึ้น 4.5% ถึง 5.5% ในปี 2026 เพิ่มขึ้นจาก 2.3% ในปี 2025 โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ Data Center นอกจากนี้ ยังมีการตั้งข้อสังเกตว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าในไตรมาสแรกของปีนี้เติบโตสูงถึง 7% ซึ่งถือเป็นการเติบโตที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่ไตรมาสที่สองของปี 2024 และแซงหน้าอัตราการเติบโตของ GDP ซึ่งอยู่ที่ 5.4%
แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: