บริษัท ฟอร์ด มอเตอร์ ประกาศแผนลงทุน 5 พันล้านดอลลาร์ เพื่อพัฒนารถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกออกสู่ตลาดภายในปี 2027 แม้รัฐบาลทรัมป์เดินหน้าดำเนินนโยบายชะลอการเติบโตของอุตสาหกรรม
รถ EV แต่ฟอร์ดและเจเนอรัล มอเตอร์ส (GM) ต่างแสดงให้เห็นถึงความจริงจังในการแข่งขันกับ
เทสลาและผู้ผลิตจีนที่กำลังคุกคามส่วนแบ่งตลาดในระยะยาว
โดยการเปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์ ของฟอร์ดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ซึ่งจะใช้กระบวนการผลิตแบบใหม่และแบตเตอรี่ ลิเธียม-ไอรอน ฟอสเฟต (LFP) ที่มีต้นทุนถูกลง อาจช่วยให้ฟอร์ดก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นสำคัญในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่รถไฟฟ้า
ขณะเดียวกัน GM ผู้ประสบความสำเร็จจากยอดขายรถ EV รุ่นใหม่ โดยเฉพาะ SUV Chevrolet Equinox ราคา 35,000 ดอลลาร์ ก็เตรียมเปิดตัว Bolt รุ่นครอสโอเวอร์ใหม่ที่คาดว่าจะมีราคาประมาณ 30,000 ดอลลาร์ ซึ่งถือว่าถูกกว่าค่าเฉลี่ยของรถ EV ในสหรัฐฯ ที่อยู่ที่ 55,689 ดอลลาร์ (เทียบกับราคารถใหม่ทุกประเภทเฉลี่ย 48,841 ดอลลาร์ ตามข้อมูลจาก Kelley Blue Book) โดย GM วางแผนใช้แบตเตอรี่ LFP เช่นเดียวกับฟอร์ด และลิเธียม-แมงกานีส ที่จะเปิดตัวในปี 2028 พร้อมลงทุนหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อเร่งพัฒนา EV
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญคือ การที่รัฐบาลทรัมป์ยกเลิกเงินอุดหนุนและสิทธิประโยชน์สำหรับผู้ซื้อ EV รวมถึงผ่อนคลายกฎเกณฑ์มาตรฐานประหยัดน้ำมัน ซึ่งอาจทำให้ผู้ผลิตรถยนต์
หันกลับไปมุ่งเน้นการผลิตรถกระบะและ SUV ที่ใช้น้ำมัน ซึ่งอาจส่งผลต่อยอดขาย
นอกสหรัฐฯ เพราะตลาดโลกกำลังถูกครอบครองโดย รถ EV ราคาถูกจากจีน โดยเฉพาะ BYD
ที่มีการเติบโตเร็วในยุโรป อเมริกาใต้ และโอเชียเนีย
ในขณะเดียวกัน หลังจากที่เทสลา ซึ่งครองตลาด EV สหรัฐฯ มานานกว่า 10 ปี เริ่มเสียความนิยมเพราะภาพลักษณ์ของอีลอน มัสก์ที่ถดถอย อาจเป็นโอกาสทองของฟอร์ดและ GM ในการดึงดูดลูกค้าใหม่ โดยเฉพาะในรัฐแคลิฟอร์เนียที่มีความนิยมใช้รถ EV สูง
แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: