เมื่อวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 สภาคองเกรสได้ผ่านร่างกฎหมายเกี่ยวกับการปรับลดภาษีและการลดงบประมาณ ซึงร่างกฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อมุ่งลดการใช้จ่ายจำนวนหลายพันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้านพลังงานสะอาด ซึ่งอาจส่งผลให้ต้นทุนด้านพลังงานสะอาดมีราคา
เพิ่มสูงขึ้น และอาจกลายเป็นอุปสรรคของประเทศในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศใน อนาคตต่อไป
ร่างกฎหมายดังกล่าวอยู่ระหว่างรอการลงนามจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยมีเนื้อหาเกี่ยวกับการสนับสนุนการผลิตพลังงานด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น การทำเหมือง การขุดเจาะน้ำมัน ถ่านหิน และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ผลักดันให้อุณหภูมิโลกเพิ่มสูงขึ้น รวมถึงก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศสุดขั้วที่นับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้น
ในขณะที่ การสนับสนุนทางภาษีสำหรับเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ในร่างกฎหมายดังกล่าวกลับถูกปรับลดลง ซึ่งคาดว่าจะทำให้โครงการจำนวนมากต้องล่าช้าหรือถูกยกเลิกไป ส่งผลกระทบต่อการจ้างงานนับพันตำแหน่ง และเป็นการเพิ่มต้นทุนด้านพลังงานให้กับครัวเรือนด้วย
ประเด็นด้านพลังงานภายใต้ร่างกฎหมายใหม่
1. การลดการสนับสนุนด้านพลังงานสำหรับภาคครัวเรือน
กฎหมายด้านสภาพภูมิอากาศของอดีตประธานาธิบดีโจ ไบเดน ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการสนับสนุนทางภาษีสำหรับการใช้พลังงานหมุนเวียนในภาคครัวเรือน อาทิ การลดภาษีเกือบหนึ่งในสามสำหรับการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา และการให้เงินคืนสูงสุดได้ถึง 30% สำหรับการติดตั้งปั๊มความร้อนที่มีค่าใช้จ่ายหลายพันดอลลาร์สหรัฐฯ ได้ส่งผลให้ ประชาชนกว่า 2 ล้านครัวเรือนใช้สิทธิ์การสนับสนุนด้านภาษีมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการปรับปรุงอุปกรณ์ในที่พักอาศัยและระบบความเย็น และอีก 1.2 ล้านครัวเรือนยังได้ใช้สิทธิ์มากกว่า 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สำหรับการติดตั้งอุปกรณ์ที่ใช้เทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนและระบบแบตเตอรี่ ในปีคืนภาษี 2566 ซึ่งนักกฎหมายของรีพับลิกันมองว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สิ้นเปลืองสำหรับรัฐบาล
2. ยกเลิกการสนับสนุนภาษียานยนต์ไฟฟ้า
สหรัฐฯ ภายใต้รัฐบาลไบเดน ได้ตั้งเป้าหมายการขายยานยนต์ไฟฟ้าถึง 50% ของยานยนต์ทั้งหมดในปี 2573 ในขณะที่ ร่างกฎหมายใหม่ของรัฐบาลทรัมป์กลับยกเลิกการสนับสนุนภาษีสำหรับผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้าใหม่และผู้ซื้อยานยนต์ไฟฟ้ามือสอง โดยการยกเลิกการสนับสนุนภาษีดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อการเติบโตของเทคโนโลยีที่ถูกมองว่าเป็นกุญแจสำคัญในการลดสภาวะโลกร้อน เนื่องจากภาคขนส่งเป็นแหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณสูงที่สุดของสหรัฐฯ โดยคิดเป็น 28% ในปี 2565
3. การเร่งระยะเวลาก่อสร้างและเริ่มดำเนินการของโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์
ร่างกฎหมายใหม่อนุญาตให้โครงการขอรับการสนับสนุนภาษีได้เต็มจำนวนสำหรับโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์ที่เริ่มการก่อสร้างภายในหนึ่งปีหลังจากการบังคับใช้กฎหมาย แต่โครงการที่เริ่มก่อสร้างหลังจากหนึ่งปีไปแล้วจะต้องเริ่มดำเนินการให้เสร็จภายในสิ้นปี 2570 เพื่อรับการสนับสนุนภาษีจากรัฐบาล ซึ่งมีความเป็นไปได้สูงว่าโครงการพลังงานลมและแสงอาทิตย์กำลังการผลิตรวมกว่า 28 กิกะวัตต์ จะไม่สามารถแล้วเสร็จได้ตามกำหนด และจะไม่เข้าข่ายได้รับการสนับสนุนภาษีดังกล่าว
4. ราคาพลังงานมีแนวโน้มที่จะเพิ่มสูงขึ้น
จากมาตรการและร่างกฎหมายดังกล่าว อาจทำให้ราคาพลังงานมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นมากกว่า 100 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อครัวเรือน เนื่องจากอุปสงค์ด้านพลังงานยังคงเพิ่มสูงขึ้นจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ความต้องการพลังงานของศูนย์ข้อมูล และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ก็ก่อให้เกิดภาวะสภาพอากาศสุดขั้วบ่อยขึ้น นอกจากนี้ การขาดการสนับสนุนการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอาจส่งผลให้เกิดการพึ่งพาน้ำมันจากต่างประเทศ รวมทั้งปัญหาความมั่นคงของระบบไฟฟ้าในอนาคตได้อีกด้วย
แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
Here’s What to Know About Clean Energy in Republican Megabill to Trump | U.S.News