รายงาน Oil Market Report ประจำเดือนกรกฎาคม 2026 ของทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ระบุว่า ตลาดน้ำมันโลกกำลังทยอยฟื้นตัวหลังได้รับผลกระทบอย่างหนักจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยความต้องการใช้น้ำมันทั่วโลกได้ผ่านจุดต่ำสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม และเริ่มปรับตัวในช่วงฤดูร้อน เนื่องจากความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังสถานการณ์น้ำมันในตลาดเริ่มคลี่คลาย (pent-up demand) อย่างไรก็ตาม IEA คาดว่าความต้องการใช้น้ำมันเฉลี่ยตลอดปี 2026 จะลดลง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน ก่อนจะกลับมาขยายตัวเพิ่มขึ้น 2 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027 โดยอัตราการเติบโตเฉลี่ยในช่วงสองปีดังกล่าวจะยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต
ด้านอุปทานน้ำมัน การผลิตน้ำมันทั่วโลกฟื้นตัวอย่างชัดเจนในเดือนมิถุนายน โดยเพิ่มขึ้น 4.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน อยู่ที่ 98.8 ล้านบาร์เรลต่อวัน หลังจากช่องแคบฮอร์มุซ กลับมาเปิดให้เดินเรือได้ตามปกติ ส่งผลให้การส่งออกน้ำมันจากกลุ่มประเทศอาหรับเพิ่มขึ้น 6.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน สู่ระดับ 16.1 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ระดับการผลิตยังต่ำกว่าช่วงก่อนเกิดสงคราม โดยกำลังการผลิตของประเทศในอ่าวอาหรับยังต่ำกว่าระดับเดิม 11.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน และอุปทานน้ำมันโลกยังต่ำกว่าช่วงก่อนสงครามในตะวันออกกลางประมาณ 9.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน ทั้งนี้ หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่ทวีความรุนแรง IEA คาดว่าอุปทานน้ำมันโลกจะเพิ่มขึ้นอีก 7.5 ล้านบาร์เรลต่อวันในปี 2027 จากการฟื้นตัวของการผลิตและการส่งออก
อย่างไรก็ตาม แม้อุปทานน้ำมันดิบจะฟื้นตัวอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปยังคงอยู่ในภาวะตึงตัว เนื่องจากโรงกลั่นขนาดใหญ่หลายแห่งในตะวันออกกลางยังไม่สามารถกลับมาเดินเครื่องได้เต็มกำลัง ขณะที่โรงกลั่นในรัสเซียก็ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของยูเครน และโรงกลั่นหลายแห่งในเอเชียยังไม่เดินเครื่องเต็มกำลัง ซึ่งส่งผลให้ปริมาณการกลั่นน้ำมันทั่วโลกยังต่ำกว่าปีก่อน แม้จะปรับตัวเพิ่มขึ้นในเดือนมิถุนายนก็ตาม ทั้งนี้ การมีปริมาณน้ำมันดิบเพียงพอแต่ขาดแคลนผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูป ส่งผลให้ค่าการกลั่น (Refining Margins) และส่วนต่างราคาค่าน้ำมันดิบกับน้ำมันสำเร็จรูป (Cracks) ปรับตัวขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบ 4 ปีช่วงต้นเดือนกรกฎาคม โดยเฉพาะในตลาดน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซล แม้ว่าสถานการณ์น้ำมันอากาศยานจะเริ่มผ่อนคลายแล้วก็ตาม
ด้านปริมาณสำรองน้ำมัน การสำรองน้ำมันทั่วโลกเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 4 เดือน โดยเพิ่มขึ้น 21 ล้านบาร์เรลในเดือนมิถุนายน เนื่องจากปริมาณน้ำมันที่อยู่ระหว่างการขนส่งทางทะเลเพิ่มขึ้นถึง 117 ล้านบาร์เรล ซึ่งเพียงพอที่จะชดเชยการลดลงของน้ำมันสำรองในคลังบนบก อย่างไรก็ตาม คลังสำรองน้ำมันของประเทศสมาชิก OECD ในเดือนมิถุนายนลดลงถึง 62 ล้านบาร์เรล โดย 44 ล้านบาร์เรลเป็นการนำน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลออกมาใช้ ขณะที่ประเทศที่ไม่ใช่ OECD มีสต็อกน้ำมันดิบลดลง 37 ล้านบาร์เรล โดยส่วนใหญ่เป็นการลดลงของน้ำมันสำรองในจีน สะท้อนให้เห็นว่าตลาดยังคงต้องพึ่งพาการระบายน้ำมันสำรองเชิงพาณิชย์และคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์เพื่อรักษาเสถียรภาพด้านอุปทาน
ราคาน้ำมันดิบ มีการปรับตัวลดลงในเดือนมิถุนายน หลังการขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง และตลาดโลกเริ่มคาดการณ์ว่าจะเกิดภาวะน้ำมันล้นตลาดในปีหน้า ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบจากแหล่งทะเลเหนือ (North Sea Date) ปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ประมาณ 68 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งต่ำกว่าราคาก่อนเกิดสงคราม อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งที่ปะทุในภูมิภาคตะวันออกกลางล่าสุดในระหว่างวันที่ 7–8 กรกฎาคม ส่งผลให้ราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ประมาณ 77 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ทั้งนี้ IEA เตือนว่า แม้จะมีแนวโน้มน้ำมันล้นตลาดในช่วงปลายปี 2026 และปี 2027 แต่แนวโน้มดังกล่าวยังขึ้นอยู่กับการฟื้นตัวของการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ การกลับมาเดินเครื่องของโรงกลั่นในตะวันออกกลาง และการบรรลุข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืน ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการฟื้นฟูตลาดน้ำมันโลกให้กลับสู่ภาวะปกติ
แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: