แม้นโยบายของรัฐบาลทรัมป์จะเร่งส่งเสริมการใช้พลังงานฟอสซิล แต่ทั่วโลกกลับเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน ตามที่รายงานล่าสุดจากทบวงการพลังงานหมุนเวียนระหว่างประเทศ(IRENA) ของสหประชาชาติระบุว่า 91% ของโครงการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นในปี 2567 เกิดขึ้นเนื่องจากพลังงานสะอาดมีต้นทุนถูกกว่าการใช้พลังงานฟอสซิล โดยที่ในปีเดียวกันนั้น มีการลงทุนในพลังงานสะอาดสูงถึง 2 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งมากกว่าการลงทุนในโครงการพลังงานฟอสซิลถึง 800,000 ล้านดอลลาร์ เพิ่มขึ้นกว่า 70% เมื่อเทียบกับช่วงสิบปีที่ผ่านมา
ทั้งนี้ ต้นทุนของเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนลดลงอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มีราคาถูกกว่าพลังงานฟอสซิลถึง 41% และพลังงานลมถูกกว่าถึง 53% ในปี 2567 ความก้าวหน้านี้ทำให้ทั่วโลกสามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าหมุนเวียนได้ถึง 582 กิกะวัตต์ ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานได้ถึง 57,000 ล้านดอลลาร์ และยังส่งผลดีต่อความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศในการลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากต่างประเทศ
เลขาธิการสหประชาชาติ อันโตนิโอ กูแตร์เรส กล่าวอย่างมั่นใจว่า “การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นสิ่งที่หยุดไม่ได้อีกต่อไป” พร้อมเตือนว่าความเปลี่ยนแปลงนี้ยังไม่รวดเร็วหรือเป็นธรรมเพียงพอ โดยย้ำว่า พลังงานสะอาดไม่ใช่อนาคตอีกต่อไป แต่เป็นความจริงที่เกิดขึ้นแล้ว แม้จะมีการต่อต้านจากกลุ่มอุตสาหกรรมฟอสซิลก็ตาม
อย่างไรก็ตาม แม้ภายในสหรัฐฯ จะมีการปรับลดงบประมาณสนับสนุนโครงการพลังงานหมุนเวียนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า แต่ในระยะสั้น โครงการพลังงานสะอาดยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยคาดว่าภายในปีนี้จะมีการเพิ่มกำลังผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ถึง 32.5 กิกะวัตต์ พลังงานลม 7.7 กิกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ 18.2 กิกะวัตต์ ในขณะที่พลังงานจากก๊าซธรรมชาติจะถูกเพิ่มเพียง 4.4 กิกะวัตต์เท่านั้น ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นเพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นเส้นทางหลักของการพัฒนาพลังงานในศตวรรษนี้อย่างแท้จริง
แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: