กระทรวงพลังงาน Ministry of Energy

          โครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติ Matterhorn Express ความยาวประมาณ 933 กิโลเมตรในสหรัฐอเมริกาได้เริ่มดำเนินการแล้วเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งเป็นโครงการแรกที่เกิดขึ้นในบริเวณ Permian Basin ที่จะช่วยส่งก๊าซจากบริเวณแหล่งผลิตในรัฐเท็กซัสฝั่งตะวันตกและรัฐนิวเม็กซิโกไปยังศูนย์กลางของการส่งออกก๊าซบริเวณชายฝั่งของสหรัฐอเมริกา ซึ่งนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า สหรัฐอเมริกาจะสามารถเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้อีกในอนาคต รวมถึงจะช่วยลดปัญหาคอขวดของการส่งก๊าซธรรมชาติจากแหล่งผลิตไปยังผู้ซื้อ และยังลดปัญหาของการที่ผู้ขายก๊าซต้องจ่ายเงินเพิ่มจำนวนมากเพื่อหาทางในการส่งก๊าซให้ถึงมือผู้ซื้ออีกด้วย

          ทั้งนี้ แหล่งผลิต Permian Basin เป็นแหล่งผลิตปิโตรเลียมที่มีศักยภาพในการผลิตน้ำมันประมาณครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตทั้งหมดของสหรัฐฯ และเป็นแหล่งผลิต shale-gas ที่ใหญ่เป็นอันดับสองของสหรัฐฯ ซึ่งโครงการ Matterhorn Express ที่มีศักยภาพในการขนส่งก๊าซ 6 bcf/day จะช่วยให้เกิดความสะดวกในการส่งก๊าซและสามารถสร้างผลกำไรจากการขายก๊าซให้กับผู้ซื้อได้

          ทั้งนี้ จากเดิมในช่วงก่อนหน้านี้ผู้ผลิตปิโตรเลียมในแหล่งดังกล่าวต้องจ่ายค่าขนส่งก๊าซสูงกว่าราคาขายก๊าซ เนื่องจากก๊าซที่เกิดขึ้นเป็นผลพลอยได้จากกระบวนการผลิตน้ำมันในแหล่งดังกล่าว ซึ่งหากมีปริมาณมากเกินไปจนไม่สามารถส่งไปขายยังแหล่งผู้ซื้อได้ทัน บริษัทผู้ผลิตปิโตรเลียมต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากในการขนส่งและอาจต้องเผาทิ้งในกระบวนการ ซึ่งก็จะยิ่งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการเผาไหม้ก๊าซส่วนเกินดังกล่าว ทั้งนี้ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ราคาก๊าซที่ Waha hub อยู่ที่ 35 เหรียญสหรัฐต่อบีทียู

          นักวิเคราะห์มองว่า ในปีหน้าการขนส่งก๊าซของโครงการท่อส่งก๊าซธรรมชาติดังกล่าวจะถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพอีก และจะเกิดปัญหาคอขวดของการขนส่งก๊าซอีกครั้งภายใน 12 – 18 เดือนข้างหน้านี้ เนื่องจากปริมาณการผลิตปิโตรเลียมในแหล่ง Permian Basin จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 24.5 bcf/day ในปี 2024 จะเพิ่มขึ้นเป็น 25.8 bcf/day ในปี 2025

แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

Texas natural-gas pipeline eases bottlenecks, paves way for higher shale output | Reuters

ข่าวล่าสุด