[บทความ] เหตุใดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศจึงส่งผลดีกับ S&P 500 – IECC

[บทความ] เหตุใดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศจึงส่งผลดีกับ S&P 500

 เหตุใดการผลักดันของฝ่ายบริหารของ Biden เพื่อสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีจะช่วยให้ Port หุ้นของคุณดีขึ้นด้วย?

          นักวางแผนกลยุทธ์ของ Bank of America คิดเช่นนั้น เนื่องจากนักเศรษฐศาสตร์และยุทธศาสตร์ของธนาคารดังกล่าวได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศที่ถูกนำเสนอโดยประธานาธิบดี Biden และการใช้จ่ายงบประมาณทางโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะเป็นเรื่องที่ดีต่อ S&P 500 นับว่าเวลานี้ขณะที่สหรัฐพยายามดำเนินรอยตามประเทศอื่น ๆ ในด้านนโยบายที่เป็นมิตรกับสภาพภูมิอากาศอยู่นั้น กลับกลายเป็นการส่งผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจและเพิ่มผลกำไรของธุรกิจต่าง ๆ ด้วย

            ปัจจุบัน ประธานาธิบดี Biden ได้เริ่มดำเนินการเพื่อริเริ่มนโยบายและการปฏิบัติการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศขึ้น รวมไปถึงการดำเนินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับด้านสิ่งแวดล้อมต่อเนื่องจาก ในยุคทรัมป์ด้วย แม้ว่าการดำเนินการเหล่านี้จะเป็นต้นทุนของ “การเปลี่ยนผ่าน” (Transition) ถึงแม้ว่าการนำนโยบายดังกล่าวมีจุดประสงค์เพื่อนำมาใช้ต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศก็ตาม หากแต่ นักเศรษฐศาสตร์ของ Bank of America ได้รายงานอย่างชัดเจนว่า หากปราศจากความพยายามในการชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแล้ว สุดท้ายการเติบโตของ GDP ของประเทศจะลดลง ทั้งนี้ แผนงานต่าง ๆ ของฝ่ายบริหารที่ Biden ได้เสนอไว้ คือร่างพระราชบัญญัติโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นักเศรษฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า “ในขณะที่รายละเอียดขั้นสุดท้ายของแผนโครงสร้างพื้นฐานคาดว่าจะถูกหารือในช่วงปลายปีนี้ ซึ่งคาดว่าจะทำให้เกิดศักยภาพในการเพิ่ม GDP ของประเทศจากการใช้เงินทั้งหมด 2 ล้านล้านดอลลาร์ ดังกล่าวขึ้นร้อยละ 9.5 และอาจเพิ่ม GDP ได้ร้อยละ 1.9-8.6 ในแผนโครงการระยะสั้นมากกว่าในระยะยาว” นักเศรษฐศาสตร์เขียนโดยอ้างการประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและสำนักงานงบประมาณรัฐสภา

 จากสภาพอากาศสู่ผลกำไรของบริษัท หมายถึงอะไรสำหรับนักลงทุน?

          จากการคาดการณ์ของนักเศรษฐศาสตร์ การดำเนินการด้านนโยบายของสภาพภูมิอากาศนั้น จะส่งผลให้บริษัทชั้นนำภายใต้ S&P 500 มีรายได้โดยรวมในระยะยาวสูงขึ้น นับตั้งแต่ปี 2503 กล่าวอีก นัยหนึ่งการใช้จ่ายด้านโครงสร้างพื้นฐานจะช่วยหนุนการเติบโตของผลกำไรของบริษัท และการเพิ่ม GDP ในอนาคต ในบางกรณี ด้วยวิธีการใช้จ่ายผ่านงบประมาณประจำปีของรัฐ ในท้ายที่สุดเม็ดเงินจากงบประมาณดังกล่าวจะเข้าไปสู่บริษัทต่างๆ ผ่านการยกระดับนโยบายด้านการส่งเสริมสภาพภูมิอากาศ การยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และการเพิ่มผลผลิต ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ช่วยลดต้นทุนในระยะยาวและอาจเป็นตัวขับเคลื่อนเพื่อทำกำไรในอนาคตได้อย่างง่ายดายขึ้นอีกด้วย

            หากมีการริเริ่มการใช้จ่ายด้านสภาพภูมิอากาศของรัฐเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต หมายถึงว่าสหรัฐอาจจะมีธุรกิจที่หลากหลายมากขึ้น ซึ่งแม้แต่บริษัทพลังงานดั้งเดิมเองก็อาจได้รับประโยชน์ด้วย อย่างไรก็ดี นโยบายบางประการ อาทิ การคิดภาษีการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ การจะดำเนินการ
ให้ผ่านกระบวนการประกาศใช้ได้นั้นยากพอสมควร เนื่องจากอาจมีแนวโน้มที่จะธุรกิจจะต้องแบกรับต้นทุนทางเศรษฐกิจโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซที่คัดค้านนโยบายดังกล่าวด้วย

 ผู้ชนะและผู้แพ้

             ไม่ใช่ทุกภาคส่วนใน S&P 500 ที่จะได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกันจากการเปลี่ยนไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสภาพอากาศมากขึ้น นักยุทธศาสตร์ของ Bank of America แนะนำให้ฝ่ายบริหารของ Biden เสนอให้สหรัฐมีการใช้จ่ายในโครงสร้างพื้นฐานที่สามารถสนับสนุนกิจกรรมทางเศรษฐกิจในด้านต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมสภาพแวดล้อม ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นธุรกิจบางอย่างจะเป็น “ผู้ชนะอย่างประจักษ์” ได้แก่ ธุรกิจการผลิตพลังงานหมุนเวียน เช่น พลังงานจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม ธุรกิจการขนส่งและโครงสร้างพื้นฐานของพลังงานหมุนเวียน เช่น ผู้ผลิตรถบรรทุกและรถยนต์ EV (หรือแม้แต่สถานีชาร์จไฟฟ้า) ตลอดจน ผู้ที่จะมีส่วนร่วมที่สนับสนุนเทคโนโลยีด้านพลังงานหมุนเวียน เช่น อุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและ ผู้ให้บริการเครือข่ายไร้สายอีกด้วย
ทั้งนี้ ภาคธุรกิจขนาดที่ใหญ่ที่สุดภายใต้ S&P500 โดยมากจะเป็นธุรกิจประเภทเทคโนโลยีซึ่งเป็นธุรกิจที่มีอิทธิพลอย่างมากในประเด็นด้านการส่งเสริมนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของสหรัฐฯ

           โดยปกติแล้วหากสภาคองเกรสสามารถผ่านกฎหมายเพื่อลดการปล่อยมลภาวะ และการเรียกเก็บภาษีคาร์บอน บริษัท ต่าง ๆ ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซมีแนวโน้มที่จะได้รับผลกระทบ นักยุทธศาสตร์ของ Bank of America ตั้งข้อสังเกตว่า จะเกิด “ผู้แพ้” ซึ่งมีแนวโน้มที่จะอยู่ในภาคส่วนที่ขับเคลื่อนด้วยธุรกิจแบบดั้งเดิม และจะเป็นธุรกิจที่ถูกกดดันจากราคาน้ำมันในระยะยาวต่อไป”


*หมายเหตุ* : S&P 500 คือ ดัชนีตลาดหุ้นที่ติดตามหุ้นของบริษัทขนาดใหญ่ในสหรัฐจำนวน 500 แห่ง ซึ่งแสดงถึงผลประกอบการของตลาดหุ้นโดยการรายงานความเสี่ยงและผลตอบแทนของบริษัทที่ใหญ่ที่สุด นักลงทุนใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของตลาดโดยรวมซึ่งเป็นการเปรียบเทียบการลงทุนอื่น ๆ ทั้งหมด
ในฐานะดัชนีตลาดหุ้น ดัชนี S&P 500 ถือเป็นมาตรวัดที่ดีที่สุด โดยติดตามบริษัทขนาดใหญ่ 500 บริษัทที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ธุรกิจเหล่านี้จะต้องจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก NASDAQ, BATS หรือ Investors Exchange

            การผสมผสานของอุตสาหกรรมที่ประกอบไปด้วยรายชื่อ S&P 500 มักสะท้อนถึงทิศทางทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา จากข้อมูลดัชนีปี 2560 เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นกลุ่มผู้นำที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกา
แม้ว่าดัชนี Dow Jones จะเป็นดัชนีที่เป็นที่รู้จักมากที่สุด แต่นักลงทุนมักจะมองไปที่ S&P 500 เมื่อต้องการประเมินว่าตลาดโดยรวมเป็นอย่างไร ดังนั้นดัชนีนี้จึงถือเป็นดัชนีชี้นำเศรษฐกิจของสหรัฐ
ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา S&P 500 ให้ผลตอบแทนที่ร้อยละ 11.09 ต่อปี ณ วันที่ 14 มกราคม 2563 มีผลตอบแทนนับจากต้นปีถึงเวลาปัจจุบัน (YTD) อยู่ที่ร้อยละ 26.65

แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:

https://fortune.com/2021/02/14/biden-climate-policies-stock-market-sp-500-spx-corporate-profits/

how can we help you?

Contact us or submit a business inquiry online.