[บทความ] เส้นทางสู่ COP26 วิกฤตด้านพลังงานของยุโรปทำให้ตลาดพลังงานน่าวิตกกังวล นักวิเคราะห์คาดว่าราคาพลังงานที่สูงเป็น ประวัติการณ์ในตอนนี้จะยังคงสูงอยู่ต่อไปอีก – IECC

[บทความ] เส้นทางสู่ COP26 วิกฤตด้านพลังงานของยุโรปทำให้ตลาดพลังงานน่าวิตกกังวล นักวิเคราะห์คาดว่าราคาพลังงานที่สูงเป็น ประวัติการณ์ในตอนนี้จะยังคงสูงอยู่ต่อไปอีก

ประเด็นสำคัญ

  • ราคาพลังงานในยุโรปพุ่งขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายปีจากปัจจัยต่างๆ ที่ถาโถมเข้ามาในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค และการกำหนดมาตรการราคาคาร์บอนที่สูงมากไปจนถึงปริมาณลมที่ส่งออกมีปริมาณต่ำ
  • ยิ่งไปกว่านั้น สถิติราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นดังกล่าวยังไม่มีทีท่าว่าจะลดลงในเร็ว ๆ นี้ โดยนักวิเคราะห์ด้านพลังงานเตือนว่าตลาดพลังงานยุโรปจะยังคงมีความน่ากังวลอยู่ตลอดฤดูหนาวนี้
  • Stefan Konstantinov นักวิเคราะห์อาวุโสของ ICIS Energy ซึ่งเป็นหน่วยงานข่าวกรองด้านสินค้าอุปโภคบริโภค กล่าวกับ CNBC ว่าวิกฤตอุปทานพลังงานของยุโรปกำลัง “ทำให้ตลาดกังวลโดยเฉพาะยิ่งช่วงเข้าสู่ฤดูหนาว”

          ลอนดอน — ราคาน้ำมันเดือนตุลาคมที่ Dutch TTF hub (ศูนย์ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานของยุโรป) คาดว่าจะไต่ขึ้นสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 79 ยูโร ($93.31) ต่อเมกะวัตต์ต่อชั่วโมงในช่วงนี้ ทั้งนี้ สัญญาซื้อ-ขายน้ำมันดังกล่าวได้เพิ่มขึ้นมากกว่า 250% ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ในขณะที่สัญญาพลังงานมาตรฐานในฝรั่งเศสและเยอรมนีได้เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

          ในสหราชอาณาจักรมีค่าไฟฟ้าแพงที่สุดในยุโรปในขณะนี้ โดยราคาไฟฟ้าพุ่งสูงขึ้นท่ามกลางความจำเป็นในการพึ่งพาก๊าซและพลังงานหมุนเวียนของประเทศเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า โดยราคาไฟฟ้าในตลาดล่วงหน้าของอังกฤษเพิ่มขึ้นเกือบ 19% และจะแตะสู่ระดับราคา 475 ปอนด์ ($656.5) ในวันพุธหน้า สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า สัญญาซื้อขายได้พุ่งแตะสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไม่นานหลังจากเกิดเพลิงไหม้ที่ชุมสายไฟฟ้าที่เชื่อมต่อระหว่างสหราชอาณาจักร-ฝรั่งเศสส่งผลให้เกิดการตัดการนำเข้าไฟฟ้าไปยังสหราชอาณาจักร

          นอกจากนี้ “ปัจจัยที่สำคัญที่สุดคือราคาก๊าซ” Glenn Rickson หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์พลังงานของยุโรปที่ S&P Global Platts Analytics ให้ข้อมูลกับ CNBC ทางอีเมลว่า ราคาก๊าซที่สูงขึ้นยังเป็น “ตัวขับเคลื่อนสำคัญ” ในการยกระดับราคาคาร์บอนและถ่านหินให้สูงขึ้นเป็นประวัติการณ์เช่นกัน Rickson กล่าวว่า แม้ว่าเขาจะสังเกตเห็นว่ามีปัจจัยสนับสนุนอื่น ๆ อีก เช่น การผลิตลมต่ำและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ที่ไม่มีให้บริการทั่วทั้งทวีปยุโรปแล้ว

          นอกจากนี้ การกำหนดมาตรการราคาคาร์บอน (การกำหนดมาตรการราคาหรือต้นทุนคาร์บอนในการบริหารจัดการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก) ในยุโรปเพิ่มขึ้นเกือบสามเท่าในปีนี้ เนื่องจากสหภาพยุโรปลดการปล่อยสินเชื่อการปล่อยมลพิษ ราคาคาร์บอนมาตรฐานของสหภาพยุโรปจึงเพิ่มขึ้นไปที่ 60 ยูโรต่อเมตริกตันเป็นครั้งแรกในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา โดยซื้อขายต่ำกว่าเกณฑ์นี้เล็กน้อยในสัปดาห์ที่ผ่านมาระบบการซื้อขายการปล่อยมลพิษของสหภาพยุโรปเป็นโครงการซื้อขายคาร์บอนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ครอบคลุมประมาณ 40% ของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของคาร์บอนไดออกไซด์ทุกเมตริกตันที่ปล่อยออกมา การกำหนดมาตรการราคาคาร์บอนดังกล่าวได้ทำให้แหล่งพลังงาน เช่น ถ่านหิน ที่สร้างมลพิษสูงมีความน่าสนใจน้อยลงไปอีก เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกปล่อยมากขึ้นเมื่อถูกเผา

          Rickson กล่าวว่าแนวโน้มราคาพลังงานของยุโรปในฤดูหนาวนี้จะ “ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมัน” และเสริมว่าเขาคาดว่าราคาน้ำมันจะสูงขึ้นอีกในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า โดยคาดว่าราคาจะมีความผันผวนสูง โดยมีการแกว่งตัวจากราคารายชั่วโมงที่ต่ำหรือติดลบเมื่อมีการผลิตสูง ไปจนถึงราคาที่สูงมากเมื่อมีการผลิตต่ำและความต้องการสูง”

เรามาอยู่จุดนี้ได้อย่างไร?
          ราคาก๊าซในยุโรปถีบตัวสูงขึ้นตั้งแต่ต้นเดือนเมษายน เมื่อสภาพอากาศหนาวเย็นที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลนั่นหมายความว่าการจัดเก็บก๊าซของยุโรปลดลงต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของห้าปีก่อนเกิดโรคระบาด ซึ่งบ่งชี้ว่าอุปทานอาจตึงตัวนับแต่เมษายนเป็นต้นมา ยุโรปได้พยายามอย่างหนักที่จะสะสมก๊าซไว้ใช้งานในเวลาที่จำเป็นสำหรับช่วงฤดูหนาว รวมถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในขณะที่ประเทศต่าง ๆ การผ่อนคลายข้อจำกัดของ Covid-19 ก็ส่งผลให้อุปสงค์สูงกว่าที่คาดการณ์ ซึ่งอาจนำไปสู่การขาดแคลนก๊าซ

          นอกจากนี้ รัสเซียยังมีการชะลอการส่งมอบก๊าซธรรมชาติที่ส่งผ่านท่อไปยังภูมิภาคยุโรป ทำให้เกิดคำถามว่านี่อาจเป็นการดำเนินการโดยเจตนาเพื่อสนับสนุนกรณีที่มีประเด็นข้อพิพาทในการนำก๊าซธรรมชาติมาสู่ยุโรปจากรัสเซียข้ามผ่านยูเครนและโปแลนด์ (ท่อส่ง Nord Stream 2) ที่คาดว่าจะเปิดดำเนินการได้อย่างสมบูรณ์ในไม่ช้า และสามารถแก้ไขปัญหาอุปทานของภูมิภาคได้บางส่วน

ความกังวลวิกฤตสภาพภูมิอากาศ
          เมื่อต้นเดือนนี้ ราคาก๊าซที่พุ่งสูงขึ้นและผลผลิตพลังงานลมต่ำทำให้สหราชอาณาจักรต้องจุดไฟเผาโรงไฟฟ้าถ่านหินเก่าที่มีอยู่เพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้า

          การเคลื่อนไหวดังกล่าวทำให้เกิดคำถามอย่างจริงจังเกี่ยวกับพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลท่ามกลางวิกฤตสภาพภูมิอากาศ เนื่องจากถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงฟอสซิลที่ปล่อยมลพิษ ซึ่งคือ คาร์บอนมากที่สุด ดังนั้น เป้าหมายที่สำคัญที่สุดสำหรับการจุดเปลี่ยนของภูมิภาคยุโรป คือ การเสนอทางเลือกพลังงานหมุนเวียนมาทดแทน ซึ่งค่อนเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งทีเดียวที่สหราชอาณาจักรการตัดสินใจหันมาใช้ถ่านหินในช่วงเวลาแห่งความจำเป็นในการลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลเช่นขณะนี้

แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: 

Europe’s energy crisis is making the market nervous ahead of winter (cnbc.com)

Annex: ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับมาตรการราคาคาร์บอน

1. ผลกระทบของมาตรการราคาคาร์บอน
          มาตรการราคาคาร์บอน เป็นมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ที่สำคัญและมีประสิทธิผล (effective) ในการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจสามารถสรุปผลดีของมาตรการดังกล่าวได้ดังนี้ มาตรการราคาคาร์บอนเป็นเครื่องมือที่ช่วยลดการบิดเบือนของการจัดสรรทรัพยากร (distortion) จากผลกระทบภายนอกของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ด้วยการบังคับให้ผู้ประกอบการร่วมรับผิดชอบต่อต้นทุนภายนอกดังกล่าว สอดคล้องกับหลักผู้ก่อมลพิษต้องจ่าย (polluter pays principle)

          มาตรการราคาคาร์บอน โดยเฉพาะแบบภาษีคาร์บอน7 เป็นมาตรการที่ให้ประโยชน์ต่อสังคมในสองทาง (Double dividend) เพราะด้านหนึ่งเป็นการสร้างรายได้ภาษีให้แก่ภาครัฐ ส่วนอีกด้านหนึ่งก็สามารถช่วยให้ภาครัฐสามารถลดการเก็บภาษีสินค้าและบริการอื่นที่มีผลบิดเบือนการจัดสรรทรัพยากร ด้วยการนำรายได้ภาษีคาร์บอนที่เก็บได้นั้น ไปหมุนเวียนกลับสู่ระบบเศรษฐกิจ (Revenue recycling) เช่น ลดอัตราภาษีรายได้ (Income tax) หรือภาษีมูลค่าเพิ่ม (Value-added tax) เป็นต้น ซึ่งเท่ากับเป็นไปตามหลักการความเป็นกลางทางการคลัง (Fiscal neutrality) ซึ่งให้ประโยชน์ต่อสังคมด้วย

          มาตรการราคาคาร์บอนมีศักยภาพในการลดต้นทุนการบังคับให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (compliance costs) ซึ่งนับเป็นจุดเด่นของมาตรการทางเศรษฐศาสตร์ ที่เหนือกว่ามาตรการควบคุมและสั่งการ (command and control measures) ต่าง ๆ เช่น มาตรฐานมลพิษ (pollution standards) โดยจะสร้างแรงจูงใจให้ผู้ประกอบการที่มีต้นทุนการบำบัดส่วนเพิ่ม (marginal abatement costs) ที่ต่ำกว่า ให้ทำการบำบัดมากกว่า (เนื่องจากสามารถประหยัดด้วยการบำบัดก๊าซฯ ด้วยต้นทุนของตนเองที่ต่ำกว่าการจ่ายภาษีหรือซื้อใบอนุญาต) ส่วนผู้ประกอบการที่มีต้นทุนการบำบัดส่วนเพิ่มที่สูงกว่า จะทำการบำบัดก๊าซน้อยกว่า (เนื่องจากการจ่ายภาษีหรือซื้อใบอนุญาตแทนการบำบัดเอง จะช่วยประหยัดต้นทุนได้มากว่า) ดังนั้นต้นทุนรวมของสังคมในการลดก๊าซฯ จึงมีค่าต่ำที่สุด

          มาตรการราคาคาร์บอนช่วยกระตุ้นให้ผู้ประกอบการมีการยอมรับ (adopt) เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น ข้อด้อยประการหนึ่งที่เกี่ยวกับเทคโนโลยีของระบบมาตรฐานมลพิษก็คือ ผู้ประกอบจะมีแรงจูงใจที่จะ ปรับใช้เทคโนโลยีที่สะอาดขึ้น เพียงแค่พอให้ผ่านมาตรฐานเท่านั้น แต่จะไม่มีพัฒนาให้ดีขึ้นเกินกว่ามาตรฐานที่รัฐ กำหนด เพราะถือว่าปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกินมาตรฐาน ในทางตรงกันข้าม การใช้มาตรการราคาคาร์บอนจะกระตุ้นผู้ประกอบการให้ยอมรับและต้องการพัฒนาเทคโนโลยีที่สะอาดมากขึ้นอยู่ตลอดเวลา ตราบเท่าที่ยังมีการใช้เชื้อเพลิงที่มาจากคาร์บอนอยู่ เพราะยังจะต้องจ่ายภาษีคาร์บอนหรือซื้อใบอนุญาตปล่อยคาร์บอนนั้นอยู่

          ดังนั้นนอกจากจะมีผลกระตุ้นในระยะสั้น ให้มีการปรับเปลี่ยนไปใช้พลังงานทางเลือกที่มีสัดส่วนคาร์บอนต่ำลงแล้ว (เช่น กระตุ้นให้ผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานก๊าซธรรมชาติทดแทนการผลิตด้วยถ่านหินมากขึ้น กระตุ้นให้ผู้ใช้รถยนต์ต่างๆ ใช้แก๊สโซฮอล์ทดแทนน้ำมันเบนซินธรรมดา) ในระยะยาวมาตรการราคาคาร์บอนยังสร้างแรงจูงใจให้หันมาติดตั้งระบบพลังงานที่ใช้เชื้อเพลิงปลอดคาร์บอนมากขึ้น (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม) รวมทั้งหันมาใช้สินค้าที่มีประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงานมากขึ้น (เช่น รถยนต์ Eco-car รถไฟฟ้า) เพื่อลดต้นทุนที่ต้องจ่ายราคาคาร์บอนลง

          อย่างไรก็ตาม มาตรการราคาคาร์บอน ก็มีข้อเสียเช่นกัน เนื่องจากเป็นมาตรการที่เพิ่มต้นทุนให้แก่ผู้ประกอบการ ดังนั้นจึงย่อมทำให้ประเทศที่ใช้มาตรการเหล่านี้แต่เพียงฝ่ายเดียว หรือมีการกำหนดราคาคาร์บอนที่สูงกว่าประเทศอื่น ๆ มีความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศลดลง เพราะมีต้นทุนการผลิตโดยเปรียบเทียบที่สูงกว่า เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาดังกล่าว จึงจำเป็นที่จะต้องมีการเจรจาเพื่อกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนที่ประสานกัน (Harmonization) หรือกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซฯ ที่ใกล้เคียงกัน และจัดตั้งตลาด ซื้อขายใบอนุญาตปล่อยคาร์บอนร่วมกัน สำหรับประเทศที่อยู่ในกลุ่มเดียวกัน เช่นในกลุ่มประเทศอาเซียนควรมีอัตราภาษีที่เท่ากันในแต่ละชนิดของพลังงาน หรือควรมีตลาดคาร์บอนสำหรับอาเซียน เป็นต้น สังเกตด้วยว่า ข้อเสียนี้ไม่ใช่เป็นข้อเสียเกิดขึ้นเฉพาะกับมาตรการราคาคาร์บอนเท่านั้น หากแต่ละประเทศมีการใช้มาตรการลดก๊าซเรือนกระจกอื่น ๆ โดยที่ความเข้มข้นของมาตรการในแต่ละประเทศไม่เท่ากัน ก็ล้วนแต่ส่งผลให้ประเทศที่มีมาตรการเข้มข้นมากกว่าต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได

2. มุมมองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 อ่านเพิ่มเติมได้ที่

มุมมองท่อส่งก๊าซ Nord Stream 2 จากระบบโลก (thaipost.net)

how can we help you?

Contact us or submit a business inquiry online.