[บทความ] โควิดคือโอกาสปฏิรูปการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เตรียมความพร้อมสังคมรับวิกฤตโลกร้อน – IECC

[บทความ] โควิดคือโอกาสปฏิรูปการพัฒนาที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม เตรียมความพร้อมสังคมรับวิกฤตโลกร้อน

         เวทีเสวนาสิ่งแวดล้อมย้ำ ประชาคมโลกควรพลิกวิกฤต COVID-19 เป็นโอกาสทบทวนนโยบายการพัฒนาประเทศ ด้วยการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโรคระบาด ไปพร้อมๆ กับการรักษาสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมที่ยั่งยืน พร้อมรับมือกับวิกฤตสิ่งแวดล้อมจากสภาวะโลกร้อน

 

         ดร.บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้อำนวยการสถาบันธรรมรัฐเพื่อการพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และกรรมการปฏิรูปประเทศด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ชี้ว่า การพัฒนาเศรษฐกิจหลังช่วงวิกฤต COVID-19 ควรดำเนินไปพร้อมๆ กับการอนุรักษ์ธรรมชาติ ไม่ให้กระทบต่อสิ่งแวดล้อม และไม่สร้างปัญหาให้กับโลกเพิ่มขึ้น

 

         “แนวโน้มในการเปลี่ยนแปลงหลังวิกฤตโรคระบาดนี้เป็นไปได้หลายทาง ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจดำเนินนโยบายไปในทิศทางใด ซึ่งประเทศไทย ณ ขณะนี้ อยู่ในระยะ Recovery หรือ ระยะแห่งการฟื้นฟูและปรับตัว ภายหลังจากสถานการณ์คลี่คลาย และกำลังมุ่งหน้าเข้าสู่ระยะ Restructuring หรือระยะของการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและการปรับตัวของสังคมใหม่ ซึ่งเป็นระยะที่สำคัญที่จะกำหนดว่าเราจะปรับโครงสร้างไปในทิศทางใด และกติกานั้น ๆ จะถูกนำไปใช้จริงจังหรือไม่ ซึ่งผมเห็นว่าระยะนี้มีความท้าทายอยู่” ดร.บัณฑูร กล่าว

 

         โดยระหว่างระยะของการปรับโครงสร้างระบบเศรษฐกิจและสังคมใหม่ หลังวิกฤต COVID-19 สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้ ขึ้นอยู่กับพลังของคนที่อยากเปลี่ยนแปลง โดยใช้ตัวอย่างการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อมที่ดีขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมระหว่างช่วงการระบาดไวรัส COVID-19 มาเป็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงความคิด หรือรูปแบบการพัฒนา เพื่อนำไปสู่ทิศทางที่ดีขึ้น

 

         ดร.บัณฑูร ได้นำเสนอกรอบความคิด New EpidEconomics (3E) ซึ่งเป็นแนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่รวมเอาการควบคุมโรค เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เข้ามาคำนวณร่วมกัน มาเป็นแนวทางสำหรับการวางแผนนโยบายพัฒนาอย่างยั่งยืนในอนาคต “เราเคยคิดแยกส่วนกัน เรื่องโรคก็มีกรรมการหนึ่ง เรื่องเศรษฐกิจก็อีกกรรมการ หรือเรื่องสิ่งแวดล้อมก็มีอีกคณะ 3 สิ่งนี้ เราคิดแยกกันมาตลอด ทั้งๆ ที่มันควรคิดแบบบูรณาการไปด้วยกัน และพัฒนาไปพร้อมๆ กัน”

 

         รัฐบาลไทยยังขาดการคำนึงถึงการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม หลังวิกฤต COVID-19 อย่างบูรณาการไปพร้อมๆ กับ การอนุรักษ์ธรรมชาติและแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อม “ในงบ 4 แสนล้านบาทที่สภาอภิปราย ยังไม่ได้พูดในประเด็นที่ว่า จะเพิ่มอัตราเศรษฐกิจยังไง จะใช้งบกระตุ้นเศรษฐกิจแล้วไม่ทำให้เกิดปัญหาโลกร้อนยังไง และจะพัฒนาเศรษฐกิจแบบไหนที่จะไม่กระทบสิ่งแวดล้อม ดังนั้น งบ 4 แสนล้านจะเป็นตัวทดสอบว่าจะพาไปสู่ทิศทางเศรษฐกิจแบบไหน สู่ความมั่นคงทางพลังงาน หรือมีพลังงานหมุนเวียนที่ยั่งยืนได้มากน้อยขนาดไหน” ดร.บัณฑูร กล่าว

 

         ในขณะที่ ธารา บัวคำศรี ผู้อำนวยการ กรีนพีซ ประเทศไทย กล่าวว่า วิกฤตการระบาดไวรัส COVID-19 เป็นเสมือนเพียง “การซ้อมหนีไฟ” สำหรับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เรากำลังเผชิญต่อไป ดังนั้นแนวทางการฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด จึงจำเป็นต้องคำนึงถึงการอนุรักษ์ทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสภาวะโลกร้อน “วิกฤตสภาพภูมิอากาศไม่มีวัคซีน แต่นโยบายสาธารณะจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สังคม โดยต้องพิจารณาและยกเลิกนโยบายเอื้อประโยชน์ต่อภาคเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมที่ทำลายสิ่งแวดล้อม และเปิดทางให้ทุกภาคส่วน รวมไปถึงชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายการพัฒนา เพื่อให้เกิดการถกเถียงแลกเปลี่ยนความรู้ในการจัดการดูแลทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมอย่างกว้างขวางขึ้น” ธารา กล่าว

 

         อนึ่ง รายงานวิเคราะห์ของ International Energy Emergency ชี้แนะถึงการพัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยเน้นปฏิรูปการใช้พลังงาน ตลอดจนการสร้างอาชีพที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อตอบสนองการตกงานที่เกิดขึ้นจากวิกฤต COVID-19 เช่น การพัฒนาอาคารเดิมให้มีประสิทธิภาพในการใช้พลังงานมากขึ้น หรือ การสร้างฟาร์มกังหันลม ซึ่งตอบสนองต่อการฟื้นฟูที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green recovery) และสามารถสร้างงานได้มากถึง 9 ล้านงานต่อปี

 

         ด้าน ดร.กลย์วัฒน์ สาขากร ผู้อำนวยการกลุ่มงานประสานงานกลุ่มอนุสัญญา กองประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) เผยว่า ทางภาครัฐก็เห็นด้วยต่อกรอบคิดการพัฒนาที่บูรณาการในทุกๆ ด้าน เช่นเดียวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่ควรคำนึงถึงทุกๆ มิติเช่นกัน “สิ่งแวดล้อมที่ดีอย่างเดียว ไม่ใช้สมการที่ดี ถ้าสิ่งแวดล้อมดี แต่เศรษฐกิจไม่ดีล่ะ เราต้องหาวิธีทำให้สมดุล และผนวกประเด็นไปอยู่ที่เรื่องอื่น ๆ ด้วย” ดร.กลย์วัฒน์ กล่าว

 

         สผ. มีแผนการเพื่อรับมือกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน ซึ่งเป็นแผนเดิมที่มีมาตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤต COVID-19  โดยระบุว่า แผนดังกล่าวเน้นไปที่การลดก๊าซเรือนกระจก 3 ด้าน ได้แก่

1. ด้านการขนส่ง ด้วยการสนับสนุนให้ประชาชนเดินทางด้วยขนส่งมวลชนมากขึ้น และใช้พลังงานทดแทน

2. ด้านอุตสาหกรรม ผ่านการสนับสนุนให้เปลี่ยนสารตั้งต้น และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

3. ด้านการจัดการของเสีย ผ่านการสนับสนุนให้กำจัดขยะมูลฝอยอย่างถูกวิธี และนำของเสียที่มีมูลค่ากลับมาใช้ซ้ำ

 

         อย่างไรก็ดี  สผ. เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่กำหนดแผนนโยบาย จึงมีอำนาจเพียงขอความร่วมมือกับหน่วยงานผู้นำนโยบายไปปฏิบัติใช้เท่านั้น อำนาจในการดำเนินการตามแผนขึ้นอยู่กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ว่าจะนำแผนเหล่านี้ไปตามหรือไม่

แหล่งอ้างอิงของข่าว / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://greennews.agency/?p=21284

how can we help you?

Contact us or submit a business inquiry online.