[บทความ] ผลการศึกษา: พลังงานแสงอาทิตย์จะสามารถตอบสนองความต้องการ พลังงานของสิงคโปร์ในช่วงเวลากลางวันได้ถึง 43% – IECC

[บทความ] ผลการศึกษา: พลังงานแสงอาทิตย์จะสามารถตอบสนองความต้องการ พลังงานของสิงคโปร์ในช่วงเวลากลางวันได้ถึง 43%

       แผงเซลล์แสงอาทิตย์ในสิงคโปร์สามารถเข้ากันกับภูมิทัศน์เมืองของสิงคโปร์ได้เช่นเดียวกับต้นไม้ อีกทั้งสามารถ ตอบโจทย์ความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศได้เกือบครึ่งหนึ่งในปัจจุบันอีกด้วย

       แม้ว่าสิงคโปร์จะมีศักยภาพด้านผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้เป็นจำนวนมาก แต่หลายคนเชื่อว่าประเทศเกาะเล็ก ๆ เช่นนี้น่าจะขาดแคลนพื้นที่ที่จะดูดซับพลังงานจากดวงอาทิตย์ แต่นครรัฐสิงคโปร์ก็ได้เร่งการดำเนินการต่อการใช้แผงเซลล์แสงอาทิตย์แบบสร้างสรรค์โดยใช้กับทุกพื้นที่ที่มี ในขณะนี้การศึกษาใหม่ได้พบว่าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ผลิตได้จากบ้านที่อยู่อาศัยนี้เองจะสามารถตอบสนองความต้องการพลังงานไฟฟ้าของประเทศได้ถึง 43 เปอร์เซ็นต์ ในช่วงกลางปี 2050 นับว่าเพิ่มขึ้นจากประมาณ 5% จากปัจจุบัน ด้วยนโยบายที่เหมาะสมของสิงคโปร์ก่อให้เกิดศักยภาพในการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ในสิงคโปร์สามารถเติบโตได้ถึง 5 กิกะวัตต์ (Gigawatt-peak : GWp) ในช่วงกลางศตวรรษนี้ โดยจะเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันที่ 350 เมกะวัตต์ (Megawatt-peak: MWp)

 

       รัฐบาลสิงคโปร์ได้พยายามที่จะควบคุมการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น เนื่องจากเป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพมากที่สุดของประเทศ และเพื่อให้พลังงานแก่ประเทศโดยใช้วิธีการติดตั้งอุปกรณ์รับแสงบนอาคารสูง อาคารอ่างเก็บน้ำ และแม้แต่ในพื้นที่ทะเลนอกชายฝั่ง อีกทั้งสิงคโปร์ยังมีศักยภาพที่ยิ่งไปกว่านี้คือการใช้แอพพลิเคชั่นพลังงานแสงอาทิตย์แบบใหม่ที่สามารถบูรณาการเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ โดยแอพฯ ดังกล่าวสามารถทำการวิเคราะห์ศักยภาพในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์บนสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ประมาณ 132,000 แห่งทั่วพื้นที่บนเกาะสิงคโปร์ อาทิ พื้นที่บริเวณที่จอดรถ คลองระบายน้ำ และถนน ซึ่งอาจติดตั้งเซลล์พลังงานแสงอาทิตย์ได้ ในขณะที่กำแพงกันเสียงพลังงานแสงอาทิตย์ (solar noise barrier) แบบที่มีการติดตั้งในหลายเมืองในยุโรปแล้ว สิงคโปร์ก็จะสามารถติดตั้ง solar noise barrier ผ่านเครือข่ายรถไฟและทางด่วนได้ด้วย นอกจากนี้ สิงคโปร์ยังสามารถติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนที่ดินที่ยังไม่ได้พัฒนาและว่างเปล่า ในขณะที่ใช้พื้นที่ที่มีอยู่บนเกาะจูร่ง และเกาะปูเลาเซมาเกา ซึ่งทั้งสองเกาะอยู่นอกชายฝั่งและมีขนาดใหญ่พอที่จะวางสายเคเบิลใต้ทะเล

 

ความท้าทายในอนาคต

       ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาสิงคโปร์ได้ก้าวไปข้างหน้าสู่อนาคตคาร์บอนต่ำ โดยเมื่อเดือนที่แล้วสิงคโปร์บรรลุเป้าหมายด้านพลังงานแสงอาทิตย์ของปี 2563 โดยมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ที่ 350 MWp ทำให้สามารถเข้าใกล้เป้าหมายตามแผนในปี 2030 ที่จะผลิตพลังงานแสงอาทิตย์อย่างน้อย 2 กิกะวัตต์ ซึ่งเพียงพอต่อการใช้พลังงานประมาณ 350,000 ครัวเรือนต่อปี หรือประมาณร้อยละ 4 ของความต้องการไฟฟ้าในปัจจุบันได้อีกด้วย อีกทั้ง รัฐบาลยังประกาศแผนเมื่อปีที่แล้วเพื่อปรับใช้ระบบจัดเก็บพลังงานส่วนเกินที่ 200 เมกะวัตต์ (MW) ในปี 2025 และกำลังศึกษาเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นใหม่ เช่น ไฮโดรเจนที่ผลิตพลังงานจากพลังงานหมุนเวียนเพื่อเป็นทางเลือกที่จะผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าสู่สายส่งเพื่อรองรับพลังงานระดับภูมิภาค และเข้าถึงพลังงานสะอาด กลยุทธ์พลังงานสะอาดที่ท้าทายที่สุดสำหรับสิงคโปร์ในปัจจุบัน คือ การส่งออกพลังงานแสงอาทิตย์จากดินแดนทางเหนือของออสเตรเลียไปยังเกาะสิงคโปร์ ผ่านสายเคเบิลใต้น้ำแรงดันสูงที่ยาวที่สุดในโลก

 

       อย่างไรก็ตาม ความพยายามที่ทุกอย่างที่ภาครัฐดำเนินการมีขึ้นเพื่อรักษาโมเมนตัมของอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ของสิงคโปร์ในระยะยาว นอกเหนือจากการใช้ระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้มากขึ้น ประเทศจะต้องใช้เทคโนโลยีที่ให้ผลผลิตสูงขึ้น โดยจะต้องสามารถแปลงแสงอาทิตย์ให้เป็นไฟฟ้าได้มากขึ้น ดังนั้น จึงต้องมีการออกนโยบายเพิ่มเพื่อรองรับ และสนับสนุน ส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีดังกล่าวที่เหมาะสมต่อไป การเพิ่มส่วนแบ่งของการผลิตพลังงานไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์สามารถก่อให้เกิดประโยชน์มากมายสำหรับสิงคโปร์ นอกเหนือจากการช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมายในการลดการปล่อยคาร์บอนในปี 2050 ภายใต้ข้อตกลงปารีส พลังงานแสงอาทิตย์ยังสามารถช่วยให้รัฐยังคงแข่งขันได้ และดึงดูดบริษัทข้ามชาติที่ต้องการพลังงานสะอาดสำหรับการดำเนินงาน Dr.Thomas Reindl ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ SERIS กล่าวว่า “ บริษัท เหล่านี้สร้างความต้องการไฟฟ้าสีเขียวจำนวนมากและยังยินดีจ่ายค่าพรีเมี่ยมสูงกว่าราคาไฟฟ้าค้าปลีก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ซึ่งการจ่ายค่าพรีเมี่ยมนี้เพิ่มความน่าดึงดูดใจทางการเงินของการลงทุนในการติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ในสิงคโปร์” เขากล่าวด้วยว่าพลังงานแสงอาทิตย์ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งพลังงานหมุนเวียนที่มีศักยภาพมากที่สุดสำหรับประเทศเท่านั้น แต่ต้นทุนยังลดลงอย่างต่อเนื่องอีกด้วย นอกจากนี้ การติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ภายในประเทศที่มากขึ้นจะช่วยเพิ่มความมั่นใจในด้านความมั่นคงทางพลังงานในประเทศ ซึ่งปัจจุบันแหล่งพลังงาน 95 เปอร์เซ็นต์ มาจากก๊าซธรรมชาติที่นำเข้ามา

เรียบเรียงและสรุปโดย : ทีมงานกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

แหล่งอ้างอิงของข้อมูล / อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : https://www.eco-business.com/news/solar-could-meet-43-of-singapores-power-demand-during-mid-day-by-2050-study/?utm_source=ACE+Newsletter+Subscribers&utm_
campaign=7244b787ae-EMAIL_CAMPAIGN_2020_01_10_08_25_COPY_01&utm_medium=email&utm_term
=0_764ecbd74d-7244b787ae-62719633

how can we help you?

Contact us or submit a business inquiry online.