[บทความ] ทีดีอาร์ไอ ทำนายเศรษฐกิจหลังโควิด – IECC

[บทความ] ทีดีอาร์ไอ ทำนายเศรษฐกิจหลังโควิด

    ประธานทีดีอาร์ไอ คาดเศรษฐกิจไทยอาจทรุดยาว 3 ปี เตรียมเจอวิกฤตหลังโรคระบาดโควิด-19 ทั้งกีดกันการค้า รัฐหมดเงินลงทุน เมกะโปรเจกต์ส่อเลื่อนยาว แนะปรับใช้วิถีชีวิตใหม่ ช่วยลดต้นทุนประเทศ

 

•  สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) กล่าวถึงแนวโน้มเศรษฐกิจหลังวิกฤตการณ์ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นจากการระบาดของโควิด-19 ในขณะนี้ แบ่งได้เป็น 3 ช่วง ช่วงแรก คือ การเผชิญภาวะไม่ปกติ (Current Abnormal) ที่เกิดจากการระบาดของโรค ซึ่งโควิด-19 ถือเป็นโรคระบาดครั้งใหญ่ที่สุดนับจากการระบาดของไข้หวัดสเปนเมื่อปี 1918 และมีคนเสียชีวิตหลายสิบล้านคน

 

•  ช่วงที่สอง คือ ช่วงเปลี่ยนผ่าน (Transition Period) เป็นช่วงของการพัฒนาวัคซีนเพื่อป้องกันโรค ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลา 1 ปี ถึง 1 ปีครึ่ง และ ช่วงที่ 3 คือ ภาวะปกติแบบใหม่ (New Normal) ที่คนทั่วโลกต้องเผชิญ คาดว่าจะใช้เวลา 3 ปี กว่าสถานการณ์เศรษฐกิจจะกลับมาเป็นปกติเหมือนก่อนปี 2019

 

•  ขณะนี้เศรษฐกิจทั่วโลกเข้าสู่ภาวะถดถอย (Recession) มากกว่าปี 2008 หรือแฮมเบอร์เกอร์ไครซิสที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาและยุโรป แต่จะเป็น Great Depression (สภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ) หรือไม่คงต้องรอดูต่อไป

 

•  ทีดีอาร์ไอมองว่า สำหรับธุรกิจบริการที่จะได้ประโยชน์ คือ บริการ 5G ขณะที่คำแนะนำสำหรับภาคธุรกิจในขณะนี้ ต้องวางแผน 2 แบบ คือ แผน A การอยู่กับโควิด-19 ไปอีก 1 – 1 ปีครึ่ง และ แผน B สำหรับการรับมือเศรษฐกิจตกต่ำในช่วง 3 ปีข้างหน้า

 

•  ทุกครั้งที่เศรษฐกิจตกต่ำ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ การกีดกันทางการค้า (Trade Sanction) ซึ่งขณะนี้เริ่มเห็นความชัดเจนมากขึ้น โดยสหรัฐฯ กล่าวหาจีนว่าอยู่เบื้องหลังการระบาดของไวรัสโควิด-19 สภาสูงของสหรัฐฯ ผ่านร่างกฎหมายที่จะดำเนินการกับจีนในเรื่องดังกล่าว รวมทั้งการผ่านกฎหมายต่าง ๆ ที่จำกัดการดำเนินธุรกิจของจีนในสหรัฐฯ ซึ่งถือว่าความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับจีนแย่ลงมาก และอาจะเกิดสงครามการค้ารอบใหม่ที่รุนแรงขึ้น

 

•  จากการสำรวจความคิดเห็นของคนอเมริกันที่มีต่อจีน มีความรู้สึกที่ดีต่อคนจีนน้อยลง ซึ่งเป็นโอกาสให้นโยบายกีดกันการค้าได้รับการสนับสนุน ซึ่งกรณีนี้ผู้ประกอบการไทยต้องระมัดระวังในการดำเนินนโยบายการค้าระหว่างสองประเทศมากขึ้น

 

•  ขณะที่เศรษฐกิจในประเทศ จากการที่รัฐบาลอัดฉีดเงินเพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโควิด-19 ทำให้รัฐบาลมีเงินลดลงในอนาคต เพราะฉะนั้น แนวโน้มการใช้จ่ายภาครัฐจะลดลง โครงการลงทุนขนาดใหญ่ หรือเมกะโปรเจกต์จะเกิดยาก (เช่น โครงการ EEC) ครัวเรือนมีรายได้ลดลง ทั้งนี้ รัฐควรเก็บภาษีบางรูปแบบเพิ่มขึ้น เช่น ภาษีสิ่งแวดล้อม เพื่อหารายได้เพิ่มเติม

 

•  อย่างไรก็ตาม โควิด-19 มีข้อดีที่ทำให้เกิดการปรับตัวเพื่อทำสิ่งใหม่ ๆ เช่น การทำงานที่บ้าน (Work from Home) ซึ่งพบว่าช่วยลดต้นทุนของสำนักงานและค่าใช้จ่ายต่อพนักงานได้ นี่คือโอกาสใหม่ที่องค์กรสามารถลดต้นทุนโดยไม่จำเป็นลงได้ จากการสำรวจพบว่า Work from Home ช่วยในด้านลดต้นทุนได้อย่างน้อย 20%  ในด้านค่าใช้จ่ายพนักงานและค่าสาธารณูปโภคได้อีก 80% ทั้งค่าเสียเวลา ค่าเดินทาง ทำให้เกิดคุณภาพชีวิตที่ดี สามารถหาความรู้ หารายได้เพิ่มเติม ซึ่งก็เป็นความท้าทายใหม่ขององค์กรที่จะหาวิธีการให้พนักงานทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

 

เรียบเรียงและสรุปโดย : ทีมงานกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน

แหล่งอ้างอิงของข้อมูล : Forbes Thailand, May 2020

how can we help you?

Contact us or submit a business inquiry online.